個人檔案Beatiful Life相片部落格清單 工具 說明
8月28日

Fabulous Break in NYC 14-19 Aug 07

สวัสดีจ้าเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รักทั้งหลาย

 

ร้างลาวงการไปเดือนฟ่าๆ ขอบอกว่าไม่ได้หายไปหนายเลยยยยยยยย แต่ super โคตรยุ่งเลยอ่ะ แบบว่ามี cases, projects, readings, homeworks  แทบทุ๊กวันนนนนน เหนื่อยชิบเป๋ง แต่ก้อสนุกดีนะ เอาเป็นว่าเท้าความยาวสาวความยืดกันตั้งแต่ต้นเทอมเลยละกันเนอะ   เทอมนี้ก้อได้เจอเพื่อนใหม่อีกแย้วววววว (Ithaca group มีประมาณ 38 คน รวมกับเพื่อนเก่า Singapore group อีก 17 คน) เอาหละสิ วันที่จะเจอเพื่อนใหม่ ก้อตื่นเต้นเป็นธรรมดาเพราะเหมือนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเขาที่สนิทกันมาเทอมนึงแล้วววว แต่พอเจอก้อโอเคนะ มีความรู้สึกว่า หรือเป็น nature ของ hoteliers ที่จา friendly เป็นปกติ แบบว่ามี service-minded และก้อเป็นพวก  people-oriented หงะ เพราะได้ยินมาว่า ถ้าไปเรียน Cornell MBA นะ แบบว่าโคตรๆๆๆจาน่ากลัว เหมือนแบบว่าแข๊งกันสุดๆๆๆๆ เลยนึกในใจว่า ตรูนี่โชคดีจริงๆเยย

 

เพื่อนใหม่ที่เจอก้อมีหลากหลาย species มากๆๆ มีตั้งแต่ เธอเลีย(ฉันดม), ร๊อตไวเลอร์, เซ็นเบอร์นารด์, พูดเดิ้ล เอ๊ย ไม่ใช่ นี่มันหมา ฮฺฮฺ =)  มีตั้งแต่ Nigerian, Korean, Japanese, Turkish (อยากรู้ความรู้สึกของพวกตรุกีอ่ะ เวลาไปเจอชื่อประเทศตัวเองอยุ่บนซองไก่ Turkey อ่ะ), Dutch, American, French, Taiwanese, Vietnamese etc. หลายหลายเชื่อชาติขนาดนี่ขอบอกว่า ฟัง English กันเหนื่อยอ่ะ  ขอบอกว่า ฟังAmerican, Dutch กันไม่มีปัญหานะ แต่ถ้าเจอพวก Korean, Japanese คือแบบว่า ฟังย๊ากกกกม๊ากกกกกกก จบไปสิบประโยค ถ้าไม่เกรงใจแทบอยากจาถามว่า Are you speaking English? Honda, Toyata, Kawasaki etc…….. แบบว่า อ่ะนะ แต่ญี่ปุ่นก้อยังดีกว่า Korean นะ คือต่อให้ Korean มากระซิบข้างหู ยังฟังไม่รู้เรื่องอ่ะ สงสัยเป็นแค่คนนี้แน่นอน พูดอยู่ในลำคอแทบอยากจาเอาลำแข้งกระทุ้งคออ่ะ  คือแบบใช้ส่ง pen friend กันจาดีกว่า

 

มาถึง roommate บ้าง roommate ก้อยังเป็นก๊กเดิม แต่พี่อินเดียหลุดไปอยู่คนเดียว เหลือแต่ พี่ไทย,จีน และเมกันอยู่ด้วยกัน ส่วน roommate อีกคนเป็นคนจีนมาทำหมาเตอร์  Docter ที่ cornell โหขอบอกว่าอึดอัดมากๆๆๆๆๆ เพราะพี่จีนหมาเตอร์เนี๊ยะ พาป๊าม๊ามาอยู่ด้วย เลยกลายเป็น 6 คนเบียดกันอยู่ในบ้านอันเล็กกระต๋อยนึง แต่เราโชคร้ายที่สุดเพราะต้อง share ห้องน้ำกับพวกเค้าอ่ะ  อึกอักกระอักกระอ่วนสุดดๆๆๆๆ อยู่กันอย่างกะสลัมกันประมาณเกือบเดือน เพิ่งจาค้นพบความสงบไม่นานมาเนี๊ยะ

 

หมาลัยที่นี่ก้อกว้างใหญ่ดีทีเดียว ช่วงนี้อากาศกะลังดี แต่บางทีก้อฝนตกก ฝนที่นี่นอกจากจะเอาความเปียกปอนมา ยังพาเอาความหนาวเหน็บมาอีกต่างหาก เหมือนน้ำเย้นในตู้เย็นตกใส่อ่ะ  แต่ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยยยยแล้วหละ เค้าบอกกันว่าปีนี้จาหนาวกว่าปีที่แล้ววววววว บรื่อออออออออ 

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของ break หละ แอบเศร้าจายมากๆๆๆๆ เพราะพักได้แค่ 5 วันก้อต้องเริ่มเทอมใหม่แล้วอ่ะ แต่ขอบอกว่ากะลังใจเต็มเปี่ยมมากเพราะไปเที่ยว charge battery มาแย้วววววว ไป New York City (NYC) มาออกเดินทางตั้งแต่พุธที่แล้ววววววววติดรถเพื่อนไป  เดินทางจาก Itaca-NYC ประมาณ 5 ชัวโมง นั่งนอนจนเมื่อยอ่ะ พอไปถึงก้อต้องนั่งรถไฟไปที่บ้านอาอี๊พี่อ้อ (เพราะไปอาศัยกะเค้าอ่ะ)  จาบอกว่าอาอี๊พี่อ้อใจดีมากกกกกกกกกกก ไปถึงทำ หมูผัดเผ็ดให้กินนนนน ขอบอกว่าเผ็ดสะใจมาก เพราะไม่ได้กินอาหารเผ็ดๆมาเป็นเดือนแย้วอ่ะ กินแต่อาหารเลี่ยนๆๆๆๆ (ขอบคุณค่ะ พี่อ้อ) (แหะแหะ)

 

วันต่อมา เริ่มการผจญภัยที่ fifth avenue แบบว่าแอบตื่นเต้นอ่ะ เพราะเห็นแต่ในทีวี แต่เดินไปเดินมารู้สึกว่าจามีแต่นักท่องเที่ยวครึ่งค่อนอ่ะ เพราะมีแต่คนถือแผนที่ ยืนถ่ายรูป เต็มไปหมดดดดดดด(ขนาดเป็นวันพฤหัสนะ) วันนี้ได้ลองนั่ง subway ด้วย จาบอกว่า subway ที่นี่เก่าและสกปรกมากกกก (เปรียบเทียบกับ บ้านเรา หรือ สิงคโปร์ แล้วน่านั่งกว่าเยอะแต่นั่นเป็นเพราะเค้ามี subway มานานแล้ว ของเราใหม่เพราะเพิ่งมี ผ่างงงงงงงงงง!!!) แต่จาบอกว่า subway เค้าสะดวกจริงงงงงงๆๆๆๆอ่ะ link ทั้งเมืองเลยยยยยยยยย แบบว่าไปไหนมาไหน ก้อ subway $ 2/time หลังจาก fifth avenue ก้อไป NYU ต่อ จากนั้นก้อไป shopping ที่ SOHO ตื่นตาตื่นใจมากกกก shop ไปหลายอยู่ อดใจอดกลั้นและอดทนไม่ซื้อไปหลายอย่างงงงงงงมากกกกกกก ตกเย็นก้อไปกินข้าวกะเพื่อน ขอบอกว่าอาหารที่ NYC โคตรแพงงงงงงงงมื้อนึงตก 20 เหรียญอ่ะ (ผ่าง!!!!)

 

 

วันต่อมา(วันศุกร์) ตั้งเป้าว่าวันนี้ต้องไปเยี่ยม Ms. Liberty ให้ได้ แต่พอไปถึง คนเข้าแถวรอขึ้นเรือ Ferry ยาวเป็นกิโลอ่ะ เลยยอมแพ้ แค่ทักทายเจ๊เค้าอยู่บนบกไกลๆๆๆอ่ะ แต่หลังจากนั้นก้อไปเดินเที่ยว Wall Street ไปถ่ายรูปกะไอ้ควายที่ popular ที่สุดในโลก มันตลกมากเลยอ่ะ ที่เห็นคนเข้าไปยืนต่อแถวถ่ายรูปกับควายไม้กลางถนนอ่ะ จากนั้นก้อเดินเลาะไปเรื่อยๆๆๆ จนเจอ Trinity Church (หนังเรื่อง National Treasure ที่ นิโคลัด เคท เล่นอ่ะ) ตื่นเต้นอีกเช่นเคย ตามภาษาคนชอบตื่นแล้วขี้ เอ๊ยคนชอบขี้แล้วตื่นเต้นอ่ะ หลังจากนั้นก้อไป New York Stock Exchange, Federal National Museam, Brooklyn Bridge Happy สุดดดดดดดๆๆๆๆๆๆ ตกบ่ายไป SOHO กะจะเอาของที่ซื้อมาเมื่อวานไปคืน ที่ไหนได้ไปถึงได้ของกลับมาอีก (ผ่าง!!) สถานะทางการเงินตอนนี้เกือบล้มละลายยยยยย ตกเย้นไปกินอาหารอิตาเลียน แถว Colum Circle (จาล้มละลายแล้วยังไม่เจียม) อร่อยมากกกกกกกก หมดไป 20 เหรียญ

 

วันต่อมา (วันเสาร์)ยๆๆๆ จนเจอ ่ายรูอยู่ไกลๆๆๆอ่ะ แต่หลังจากนั้นก้อไปเดินเที่ยว ินแต่อาหารเลี่ยนๆๆๆๆ วันนี้ตัดใจเดินทางกลับอ่ะ เพราะว่าต้องกลับมาเตรียมตัวอ่าน case เตรียม present สำหรับ Leadership Development Program ที่จะเริ่มพรุ่งนี้อ่ะ เศ้าโคตรรรรรรรรร ยังไม่ได้ไปตั้งหลายทีอ่ะ อาทิเช่น Central Park, New York Library, Empire State ที่สำคัญที่สุดยังไม่ได้ดู phantom of the opera ที่ broadway เลย รับรองต้องมีกลับมาอีกทีแน่นอน แต่ตอนจากลับอาอี๊พี่อ้อยังให้ใบโหระพา แถมแกงเขียวหวานปลามาอีก อร่อยมากกกกกๆอ่ะ

 

ขอบอกว่าอยู่ที่ NYC เดินเป็นร้อยกิโลได้มั้ง ผลก้อคือ วันนี้แทบจาลุกไม่ขึ้น เมื่อยไปทั้งตัว แถมตาปลายังขึ้นอีกเจ็บฉิบป๋ง คิดถูกจิงที่กลับตั้งแต่เมื่อวาน ไม่งั้นพุร่งนี้เดี๊ยงแน่ เพราะต้องมาโรงเรียนตั้งแต่ 8 โมง ตื่นไม่ไหลชัวร์ เพราะยังคงเพลียอยู่

 

ไปแล้วหละ อ่านกันจนเบื่อแล้วววววววสิ เอาไว้เด๋วมา update ใหม่นะเจ้า คิดถึงหลายๆเจ้า

 

ปุ้มปุ้ยปลาป๋อง

 
7月30日

17 hours around half world

07/07/07

 

เป็นไงกันบ้างจ๊ะ เพื่อนพ้องน้องพี่  ไม่ได้ update ซะนาน ขอบอกว่าตอนนี้ landing ที่ Ithaca , New York  แล้วจ๊ะ จะบอกว่าเหนื่อยมาก jetlag ไปหลายวัน ก้อนั่งอยู่บนเครื่องตั้งเกือบ 17 ชั่วโมงแหนะ ความสนุกสนานของการเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ที่สุวรรณภูมิตอน check-in ลุ้นตั้งนานว่าน้ำหนักจาเกินป่าว ปรากฏว่าผ่านฉลุยด้วยน้ำหนัก 30 kgs 2 ใบ (ยังไม่รวม hand-carry อันหนักอึ้งงงงง กระเป๋าคอมอันไม่เบา และถึงตุ๊กตาตัวใหญ่อีกหนึ่งถุง)  แต่พอเข้าใน gate ก้อนึกว่าผ่านได้ชัวร์เพราะไม่มี liquid อารายเลย แต่ปรากฏว่าโดนรื้อของใน hand-carry ซะกระจุย เพราะมีแม๊กหนึ่งอัน(รื้อกระจุยกระจายจนแทบอัดของลงกระเป๋าเหมือนเดิมไม่ได้)

 

พอขึ้นเครื่องก้อลุ้นว่าคนนั่งข้างๆ จาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ภาวนาให้เป็นผุ้หญิง ก้อแหม สวยน่ารักแบบนี้ ก้อต้องกลัวโดนแต๊ะอั๋งเป็นธรรมดาอยู่แล้วววววว (อิอิ) ปรากฏว่าสมใจนึกเพราะป้าแกมายังกะเจ้ากอแก้วประกายการวิล  ถามไปถามมาได้ความว่าเป็นนัก พารา something (para…gist) มาอยู่ที่เมกัน 40 กว่าปีแย้ว จนได้เป็น Citizen, Seiko, Rolex เป็นที่เรียบร้อย  อยู่บนเครื่องก้อทามอารายมากมายอาทิเช่น กิน,นอน, ฉี่, ฉี่, นอน,กิน หรือไม่ก้อ นอนกินฉี่(อิอิ บางทีก้ออึ)

 

พอเครื่อง landing ที่ JFK, New York เห็นเต็มตาว่า Runway ประเทศเค้าก้อร้าวเหมือน สุวรรณภมิเลยนะ ต่างกันที่สนามบินเค้าเก่าราวศตวรรษ แต่สนามบินเราใช้ยังไม่ถึงปีเท่านั้นเอง  ส่วน Immigration ก้อช้าโคตร ลงเครื่องตั้งแต่หกครึ่งกว่าจาผ่าน immigration ไปเอากระเป๋าได้ปาไปเกือบแปดโมง  

 

ตอนไปเอากระเป๋า ไอ้เรารึก้อมองหารถเข็นยกใหญ่ พอเห็นปุ๊ปวิ่งเข้าใส่ปั๊ป ดึงอยู่ตั้งนาน ทามมายดึงไม่ออกหว่า กว่าจารู้ตัวเกือบหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ ว่ามันต้องไปหยอดตังค์สามเหรียญ ถึงจะได้รถเข็น เลยรีบหันไปบอกฝรั่งข้างๆเลยว่า I is from เมียร์ม่าร์ (อิอิ)

 

พอเดินผ่านศุลกากรก้อเสี่ยวสันหลังกลัวแจ๊คพ๊อตแตกที่เราฉิบเป๋งเกิดมันเรียกค้นขึ้นมา  จาอธิบายถูกมั้ยเนี๊ยะ ว่าน้ำพริกกุ้งเสียบภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร แล้วถ้าเกิดมันดมแล้วเป็นลมขึ้นมา เราจาโดนจับเป็นอาชยากรข้ามชาติ พวกเดียวกับ เอาเกย์ดะ มั้ยเนี๊ยะ  แต่ด้วยความสวยดวงดี เลยผ่านฉลุย

 

จากนั้นก้อต้องเข็นรถเข็นไป domestic terminal อีก โหพอไปถึงนะ นึกว่าไปเดินห้างลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ คนเยอะมากกกกกกกกกก แต่ที่นี้ทันสมัยเพราะ ไม่ต้องใช้คนออก boarding pass แล้ว แค่ตึ๊ด barcode ก้อออก boarding pass ได้เลย  (เมืองไทยน่าเอาอย่าง) แต่ประเทศนี้เค้าบริการคนพิการดีมากเลยนะ มีรถเข็นและคนคอยบริการคนพิการตลอด แล้วเค้าก้อจาให้คนพิการ เด็ก คนท้องขึ้นเครื่องก่อน ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆๆ

 

จากนั้นก้อขึ้นเครื่องบินถลามาถึง Syracuse (1 ชั่วโมง ห่างจาก Ithaca) รอคนไทยชื่อ pueng ที่เรียน Cornell มารับ ระหว่างทางที่นั่งรถไปประทับใจกับวิวทิวทัศน์มากก สวยสุดๆๆๆ  รู้สึกต่างจากอยู่ที่ Singapore เลย  พอมาถึงห้องพักและเห็นเตียงเท่านั้นแหละ อาการ jetlag และ เมี่อยตัวขั้นวิกฤต ก้อมาเยือน แต่ pueng บอกให้อดทนห้ามนอนเด็ดขาดจนกว่าจะซักสามสี่ทุ่ม ไม่งั้นจะปรับตัวได้ช้า ไอ้เรารึก้ออดทนแต่สุดท้ายทนไม่ได้ นอนกินบ้างกินเมืองไปซะเกือบ สองวันแหนะ 

 

วันนี้เพือนๆที่มาจากสิงคโปร์มากันครบแย้ว  roommate เรายังเป็นเมกันกับพี่จีนเจ้าเก่า ส่วนพี่อินเดียโดนกักบริเวณไปอยู่คนเดียว  วันนี้ไปซื้อของที่ store ของที่นี่แพงหวะ โชคดีที่เราเอาครบแล้วเลยเสียตังค์ไปไม่เท่าไหร่

เด๋วพรุ่งนี้จาไป fresh market หาของสดมาทำกินเองซะหน่อย เพราะถ้าซื้อกินทุกวันคงไม่ไหวอ่ะ   อาหารที่นี้ไม่ประทับใจเท่าไหร่อ่ะ  โชคดีที่เอาน้ำพริกมาบ้าง ไม่งั้นเลี่ยนตายแน่  

 

ไปละไว้เด๋วเขียนมาอัพเดทใหม่เจ้า

 

ปุ้มปุ้ย

 

  

สวัสดีจ๊ะเพื่อนพ้องน้องพี่ 072807

สวัสดีจ้าเพื่อนพ้องน้องพี่

 

เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ยังจำปุ้มปุ้ยเจ้าเก่าได้มั้ยเอ่ย  นี่ก้อห่างหายมา Go Inter สองอาทิตย์ฝ่าๆแล้วนะเนี๊ยะ

 

วันนี้เริ่มเรียนจริงๆวันแรก ตื่นเต้นชะมัด เพราะไม่ได้เรียนจริงๆจังมานานแล้น เทอมนี้เรียนสองตัว manegerial accounting & financial management ขอบอกว่าเรียนหนักมั่กๆๆๆๆ เพราะ มีเวลาแค่เดือนเดียว แต่เนื่อหาแน่นปึ๊กยังกะควรจะเรียนซัก 4 เดือน แถมรายงานพรึ่บ โปรเจ๊กซ์เพียบ แต่สู้ตายซะอย่าง เนอะ

 

มาอยู่ที่นี้ยังไม่นาน ก้อคิดถึงเมืองไทยแล้วอ่ะ ขอบอกว่าอาหารที่นี้แพงเอาเรื่อง วันก่อนกินไก่สะเต๊ะ(ที่โคตรจาไม่อร่อย) 5 ไม้ ตั้งร้อยห้าสิบบาทแหนะ ถ้าอยู่เมืองไทยซื้อได้กินกันทั้งบางเลย วันวันเลยกินแต่เต้าหู้จนหน้าจาเป็นเต้าหู้ยี้อยู่แล้ว

 

ส่วนที่พักก้อโอเคนะ แต่ roomate นะสิ แข่ง olympic games กันได้เลยนะ มีตั้งแต่ เจ๊จีน น้าอินเดีย น้องอเมริกา และพี่ไทยอย่างเรา ขอบอกว่าจนบัดนี้ยังฟังน้าอินเดียไม่ค่อยรู้เรื่องเลยอ่ะ คือลิ้นรัวมักๆๆๆๆๆอ่ะ แทบอยากเอาชะแลงมางัดลิ้นให้รัวน้อยกว่านี้หน่อย ส่วนเวลาฟังเจ๊จีนที่ไร อยากไปล้างจานทุกที เพราะพี่แก "ไอ ซิงค์" ( i think) ตลอดเวลา ที่โอเคสุดก้อเห็นจามีแต่น้องเมกันนี่แหละ ชัดสุดแย้ว แต่อย่างัด slang มาใช้นะ ไอ ฟัง ม่าย ฮู้ เรื่อง

 

 

เพื่อนร่วม class มี 16 คน รวมข้าพเจ้าจามี 17 คน มี singaporean ซัก 6 คน ที่เหลือก้อ ไอ้กันบ้าง พี่เดียบั้ง (อินเดีย) อินโดบั้ง พี่ปินบั้ง (philippino) ขอบอกว่าคุยกับพวก singaporean ที่ไร อยากกลับบ้านไปนอนทุกที่ เพราะพี่แกลงด้วย "ลา" ตลอดเวลา แต่พวกเนี๊ยะ พูดกันเร็วมักๆๆๆ จนจับไม่ถูกว่ามันพูดกันถูก grammar ป่าวอ่ะ (อิอิ โรคจิตอีกแล้วเรา)

 

ส่วนมหาวิทยาลัย ก้อใหญ่มั่กๆๆๆ แถมยังกะเรียนอยู่บนเขาแหนะ เดินอยู่ในมหาลัยเหมือนออกกำลังกายทุกวันเลย

 

บ้านเมืองที่นี้โอเคเลยนะ เห็นแล้วอยากเอากลับไปพัฒนาประเทศเรา เฮ้อ!!! คิดถึงประเทศไทยแล้วหดหู่เล็กน้อยหวะ สิงคโปร์เค้าไปถึงโลกพระจันทร์ยันดาวพุงโตกันแล้ว พี่ไทยยังนั่งร่างรัฐธรรมนูญอยู่เล้ย เฮ้อ !!! เศร้า

 

แต่ยังไงยังไง ประเทศไทยก้อยังน่าอยู่ที่สุดอยู่ดีแหละโดยเฉพาะ ของรับประทาน เข้าใจละ ว่าทำไมอาหารไทยถึงเป็นที่นิยมในระดับสากล พอใครๆรู้ว่าเรามาจากเมืองไทยดีใจกันใหญ่ บอกว่าชอบต้มยำกุ้งมั่กๆๆ ขอให้เราทำให้กินบ้างแหละ ฝันไปเหอะ  ผัดผักยังไม่อร่อยเลย เอาแผ่นต้มยำกุ้งจาพนมยีรัมย์ ไปดูก่อนละกัน ต้มยำกุ้งเหมือนกัน อิอิ

 

กลับไปเมื่อไหร่ จากินของที่อยากกินให้พุงกางเลย (หมูปิ๊ง ไก่ทอด ส้มตำ พิซซ่า(ที่นี่โคตรไม่อร่อยอ่ะ แป้งแห้งมาก เครื่องไม่สดอ่ะ) ฯลฯ

 

ไปละนะ ถ้าเทอมนี้ไม่โดนรายงานทับตายไปก่อน จาเขียนมา update ใหม่นะจ๊ะ

 

รักและคิดถึงเมืองไทยจัง

ปุ้มปุ้ยเจ้าเก่า

 
5月12日

My diaries

Thursday 10th, May 2007
 
Today I had to fly to Singapore for MMH program. I was not much excited but quite nervous about the future holding me. Actually, I think that this program is very tough because it takes only 1 year but there is the point of no return for me. However, this program is really good in that I will be able to experience two countries, i.e. Singapore and U.S.. So, I chose to pursue this program.
 
Today, I was really lucky in everything;
 
-  I met a very kind uncle who allowed me to share baggage weight with him; otherwise, I had to be fined more than 7 kilos (1,500 bht);
-  I met a very kind taxi driver who helped me carry all baggages to my room; otherwise, I would have backache;
-  I met a very nice roomate from China who took me an NTU tour; otherwise, I would feel homesick;
-  I got the biggest and most perfect room in my apartment
 
Really lucky today, right!!!
 
In the evening, I had dinner at Canteen A, the food taste was not really good but I had to eat to be survived.
 
 
Friday 11th, May 2007
 
Today, we (My roomate and I) started walking to International Student Center to check-in and make payment and then Rugina & I went to Raffles and Orchard Road as I need to go to see my sponsor at Singapore Touriboard Board in Orchard Road.
 
And when we came back, we founded new roomate from U.S. Her name is Keymi. She is very nice and from California (my favourite state). In the evening, we had to deal with washing machine and microwave and after finishing, we went to shopping mall at Jurong Point in order to have dinner and shopped for somethings.
 
We had dinner at Siam Restaurant as my two roomates love Thai Food. For me, I really missed Thai Food also but unbelievale, I ate chicken satay. It 's really not good, had 5 pieced at S$ 5.5 dollars. We could buy more delicious Moo-Satay 50 pieces for that price in Thailand.
 
Staying for only 2 days, I walked more than 10 kilometres. This makes me miss my car (I-Dang) so much. But to be positive-thinking, I feel that I am more strenthened.
 
Saturday 12th, May 2007
 
In the morning, I was surprised as there is another roomate from Indian moving here. We waited for her to arrange her stuff and then we went downtown to have lunch.  We had to took bus and then MRT. I founded that NTU is really far from downtown as we took MRT for about 20 stops. Today, I had chinese food for lunch, its taste was really good. The best taste since I have been in Singapore for two days.
 
And later on, we went to Little India where thousands of Indian stay. Keymi bought some souvernir for her parents, boyfriend and best friend. I took a lots of great pictures. We ended our trip at Raj Restaurant in the vicinity of Little India. I didn't have my own menu but share with Keymi because I did really have no idea what to eat. The food was not bad but was really big size, we couldn't have it all.
 
Then, we took a cap to NTU, we were so tired and took a nap on the cap.
 
Right now is almost 11 pm. and I desire to wake up late tomorrow really.
 
 
 
 
 
 
 
 
6月8日

3-year anniversary

Yeah!Yeah!Yeah! ในที่สุดก้อครบสามปีแล้วจ้า รู้สึกดีใจยิ่งกว่า ร.5 ประกาศเลิกทาสเลยอ่ะ
ครบรองสามปีแห่งความหฤโหด หฤหรร หรรษา ฮ้าไห้ ซักที
 
ไม่ได้อัพเดท MySpace นานมั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีเรื่องอัพเดทตรึม
 
22-26 December 05 ไปเที่ยวเชียงใหม่กับ พี่ตี่.พี่ต้อง.พี่ตุ้ม.ไอ้ตี้.ไอ้เป้ น้องเบน และไอ้เข้ม
ก้อสนุกดีนะ เดินทางไป-กลับด้วยรถไฟ เดินทางอย่างหฤโหด(ไม่มาก)ขึ้นดอยผ้าห่มปก แล้วไปกางเต้นบนนั้นหนึ่งคืน ขอบอกว่าหนาวมั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยอ่ะ หนาวจนเราเกือบหายไปไม่ออกหงะ แล้วทางเดินไปห้องน้ำก้อไกล.ชัน และ ก้อมืดมั่กๆๆ ด้วย ทั้งกลัวผี ทั้งกลัวคน กลัวสารพัด ดีนะที่มีพี่ต้องกะพี่ตุ้มไปเป็นเพือนก้อเลยรู้สึกเหมือนมี ยันกัน__ 555
 
ตอนกลางคืนไม่ได้ทำอาราย นอกจากดื่มสาเก และเมาท์เรื่องโน้น นินทาคนนี้ แค่เท่านี้ก้อมีเรื่องคุยกันทั้งคืน
 
พออีกวันนึงก้อกลับลงมาในเมือง ไปพักบ้านเข้ม บ้านมันสวยดีนะ ชอบชอบ แถมแฟนมันก้อสวยด้วย พอตกดึกก้อไปเที่ยว Monkey ขอบอกว่ชอบ dance นะ แต่แพ้กลิ่นบุหรี่อ่ะ ก้อเลยต้อง Danceกระจาย ให้คนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้แหละ (555)
 
วันสุดท้ายเดินทางไปไหว้พระบนดอยสุเทพ ระหว่างทางหมอกลงจัดมาก เลยทำให้นึกถึงเพลงหมอกและควัน และอยากเต้นเหมือนเมื่อคืน (555)
 
และก้อเดินทางกลับตอนเย็นวันจันทร์ที่ 26 โดยสวัสดิภาพจ้า
 
มกราคม 06 - พฤษภาคม 06
ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเหตุการ์อะไรเป็นพิเศษ ก้อ ทำงานอย่างหัวปักหัวปำอยู่กับวิกฤตการณ์ Final and Q1 จนมาถึงเดือน พฤษภาคมนี้และที่จะทำงานอย่างมีความสุขเป็นพิเศษเพราะปลายเดือนก้อจะได้ leave แล้ว เย้ เย้ เย้
 
วันศุกร์ที่ 12 --- วันนี้เป็น วันมาฆ และ แต่เรามีนัดต้องไปดูคอนเสริต์ อัสนี-วสันต์กับพวกพี่พี่ที่ office ก้อสนุกดีนะ แต่โคตรเมื่อยเลย เพราะมารู้ในงานเลยว่ามันเป็นบัตรยืน แต่ก้อเอาเถอะนึกว่าให้พวกพี่พี่เค้ามาปล่อย_ก่
 
มิถุนายม 06
เดือนนี้ก้อไม่มีอารายนะฮ้า มีแต่ leave leave leave แต่ก้อมีเรื่องให้ทำคือ ต้องเตรียมการแสดง outing ปลายเดือนที่ phyket ก้อสนุกดีนะ แต่ดีใจมากกว่าที่จะได้ไปเที่ยว เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยไปเที่ยวที่ phyket เลย แถมยังได้ดู Phuket Fantasia ด้วย ยะฮู้
 
ที่สำคัญคือ โปรแกรม outing นะ สบายมั่กๆ มีแต่ เดินทาง เที่ยว กิน นอน และก็ นอน กิน เที่ยว เดินทาง แต่ยังต้องแอบสัมมนาอีกหงะ แต่ไม่เป็นไร แค่ 3 ชัวโมงเอง
 
อีกอย่างนึงคือ เดือนนี้เป็นเดือนที่ในหลวงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี แต่ก้อมีเรื่องอุบาทว์ของออฟฟิศเรา
 
เรื่องของเรื่อง คือ ในวันที่ 12-13 จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ รัฐบาลเลยประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ และขอความร่วมมือจากบริษัทต่างๆให้หยุดกันในวันนี้ เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก ยังไม่เคยมีพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลกครองราชย์ได้นาน เท่าพระมหากษัตริ์ย์ไทยองค์นี้
 
แต่ตอนแรก ออฟฟิศเราก้อให้ความร่วมมือมากๆๆๆๆ โดยการไม่หยุด ต่อมาพอใกล้ๆวัน เริ่มเห็นว่า คนอื่นเค้าหยุดกันหมดเลย แล้วถนนก้อปิดกันหมด (ไม่ว่าจะ EY,KPMG,Deloitte,Exxon etc.)
 
เลยเริ่มให้ความร่วมมือ โดยการมาบีบบังคับให้พนักงานใช้ annual leave ใครวัน leave หมดก้อให้ใช้ Annual leave ของปีหน้า
 
ขอบอกว่าทุเรศมั่ก คุณมีสิทธิ์อารายมาบังคับให้เค้าหยุด ถ้าคุณอยากให้เค้าหยุดคุณก้อประกาศเป็นวันหยุดสิ ไม่ต้องมาอ้างว่า วันหยุดประจำปีของบริษัทครบแล้ว เพราะได้ข่าวว่าจำนวนวันหยุดคุณก้อเท่าๆกับบริษัทอื่น จะมีมากหน่อยตรงวันตรุษจีน (ซึ่งพนักงานก้อไม่ค่อยจาได้หยุดหรอก)
 
อย่าลืมว่านี้เป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่มาก 60 ปีจะมีครั้ง   ไม่ได้มีกันทุกวัน อย่ามาอ้างเลยว่าเป็นบริษัทฝรั่ง เพราะอย่าลืมว่าบริษัทคุณยังทำกำไรจากคนไทย ตั้งอยู่บนประเทศไทย ประเทศที่มีพระมหากษัตรย์เป็นประมุข ประเทศที่มีแต่ความสงบร่มเย็นเพราะพระบริบาล
 
ไม่อย่างนั้นก้อย้ายไปตั้งที่ British Virgin หรือ อาร์เจนตินาดิ๊ จาได้ไม่ต้องมาเอาเปรียบแรงงานไทยอยู่อย่างนี้
 
 
ซักวันหนึ่งเถอะ จาตามใครเข้าไม่ทัน เพราะไอ้ความอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน
 
แต่ก้อเอาเถอะ เหตุการณ์นี้ทำให้รู้และเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม Firm u ถึงมี VERY HIGH EMPLOYEE TURNOVER ก้อคงเป็นเพราะมี HR Policy ห่วยๆแบบนี้นี่เอง และก้อไม่ต้องอ้างว่า มันเป็น Nature ของ Audit Business เคยลองย้อนมองดูและพิจารณา HR Policy ของตัวเองหรือเปล่า ว่า มันทำให้คนรักและอยากทำงานในองค์กรของคุณบ้างมั้ย
 
ถ้าไม่เคย ก้อไม่ต้องมาอ้างอารายสั่วๆแบบนี้
 
 
 
 
 
 
 
9月2日

8 เดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก

ไม่อยากเชื่อเลยอ่ะ ว่านี่คือเดือนกันยายนแล้ว ยังมีความรู้สึกเหมือนเพิ่งเขียนการ์ดปีใหม่ 2005 ให้คนอื่นอยู่เลยอ่ะ
แป๊ปๆ ก้อจะต้องเขียนการ์ดปีใหม่อีกละ
 
แปลกเนอะ คนเราทำทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะ
>>สร้างยานอวกาศ ไปดวงจันทร์ ดาวพลูโต ดาวบ้าดาวบออะไรก้อไปได้หมด
>>สร้างดาวเทียมเอาไว้สอดแนมชาวบ้าน จนตามหา ซัดดัมเจอ
>> สร้างอาวุธนิวเคลียร์ที่มี ศักยภาพทำลายล้างคนจำนวนมากได้
หรือสร้างอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย
 
แต่สิ่งที่มนุษย์ ทำไม่ได้คือ มนุษย์ไม่เคยสร้างเครื่อง หยุดเวลา หรือย้อนเวลาได้เลย  (ยกเว้นว่า จะมี โดเรมอน)
เพราะฉะนั้น จริงๆแล้ว เวลาอาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด แต่คนเรากลับให้คุณค่ากับมันน้อยที่สุด
 
>>เวลาเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวที่สุด เพราะเวลาไม่เคยรอใครเลย มันไม่เคยถอยหลัง มันไม่เคยหยุด มันเดินไปข้างหน้าเป็นอย่างเดียว เพราะฉะนั้น อย่ารอเวลา แต่ให้เดินนำหน้าเวลาเข้าไว้ นำหน้าไปไกลเท่าไหร่ยิ่งดี
 
>> ที่สำคัญ อย่าคิดไปแข่งกับเวลาเด็ดขาด เพราะถึงแม้เราจะชนะมัน แต่ร่างกายเราก้อจะเสียศูนย์จากความเครียด
 
>> จงให้เวลาดูดซับ ความทรงจำที่ไม่ดีออกไปจากสมองเรา แต่อย่าให้มันดูดเอาความทรงจำดีดีไปจากหัวใจเรา
 
>> เวลาที่เรามีเวลา จงอย่ารอช้า ที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ  แต่เวลาที่เราไม่มีเวลา ชอบนึกว่า "ทำไมกูไม่ทำมันตั้งนานแล้ว"
 
>> เวลามีความสุข อย่าเตลิดจนลืมช่วงเวลาที่มีความทุกข์ เวลามีความทุกข์ให้นึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุข
 
>> เวลาเรารักใคร ให้นึกว่า เรารักตัวเองมากพอที่จะรักคนอื่นแล้วหรือยัง เวลาเรารักตัวเองมากเกินไป ให้นึกว่า ยังมีคนอื่นอีกมากมายที่ต้องการความรัก
 
>> เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของมนุษย์ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่เคยรักษามันไว้ได้ ทำได้แค่เพียงเก็บช่วงเวลาทุกอย่างไว้ใน "ความทรงจำ"
 
เพราะฉะนั้น เรามีเวลาอีกแค่ 4 เดือน ที่จะมีสิทธิ์อยู่ในปี 2005 อยากทำอะไรรีบทำ อย่ารอเวลา เพราะเวลาไม่เคยรอเรา
 
"Live Every Breath" เราได้สำนวนนี้มาจากเรื่อง The Last Samurai พอได้ยินนะ รู้สึกว่าโดนมากๆ  ทำให้คิดว่า คนเราสักแต่ว่าหายใจอย่างไม่มีคุณค่าไปวันวัน   ถ้าเราสามารถหายใจได้อย่างมีคุณค่าในทุกลมหายใจของเรา  เราคงทำสิ่งมหัศจรรย์ ได้อีกมากมายเลยแหละ
 
 
8月30日

Rainy Season

ช่วงนี้ฝนตกหนักจังเลยเนอะ สงสัยนภาจะท้องเสียมั้ง เมื่อวานกำลังจะกลับบ้าน
เมฆดำลอยมาอยู่บนกบาลเรายังกะ ID4 เลยติดแหง๊กๆอยู่ที่อ๊อฟฟิศตั้งหลายชั่วโมง
 
พี่หมุยหายไปเลยอ่ะ สงสัยปรับตัวได้แล้วแน่เลย ดีแล้วหละ ใช้เวลาให้คุ้มค่าแค่ปีเดียวเองเนอะ บูรินเนอะ
 
ดูรูปที่พี่หมุยสงมาให้นะ เห็นแล้วโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากไปเรียนเลยหวะ มันคงโรแมนติกน่าดูเลย
เดินอยู่ให้ซานฟานซิสโก โหนรถราง(เหมือนเรื่องพริกขี้หนูกับหมูแหม) ด้วยมือข้างขวา
ส่วนมือข้างซ้ายก้อโบกทักทายไปมาให้คนที่ไม่รู้จัก ทำเหมือนกำลังส่งมือให้แฟนเพลง (แล้วก้อตกรถราง)  
 
แต่ตอนนี้คงต้องโหนรถเมลล์อยู่ในกรุงเทพฯ ก่อนหวะ  
 
ไปสมัครเรียน KAPLAN มาแล้วแหละ ตั้ง 22,000 แหนะ ขนหน้าแข้งหายไป ยังกะไปทำ Wax  แหนะ 
จะเริ่มเรียนเดือนกันยานี้แล้วแหละ เรียนตั้งเสาร์อาทิตย์แหนะ สงสัยต้องเหนื่อยมากๆๆๆ แน่ๆๆ แต่ไม่เป็นไร สู้ตายค่ะ
เพราะเราถึอคติว่า "พยายามแล้วล้มเหลว ดีกว่า ล้มเหลวต่อความพยายาม" ถ้าเราไม่ลองทำ เราจะไม่รู้ว่าเราทำได้หรือเปล่า แต่ถ้าเราทำแล้ว  แล้วไม่สำเร็จ อย่างน้อย เราก้อภูมิใจที่ได้ลองทำอย่างเต็มที่แล้ว เพราะะ "ความภูมิใจ ไม่มีใคร ขโมยไปได้ แต่ความสำเร็จอาจมีคนแย่งเราไป (ก้อให้เขาเอาไปเถอะ)"
 
 
เมื่อกี้เดินไปเข้าห้องน้ำนึกครึ้มใจ แปลงเพลง "ลมหนาว" มาเป็น "ลมฝน"   ออกมารีบจดไว้ เลย ดังนี้จ้า
 
ผ่าน..ลมฝน จะกี่ครา ก้อยังเหมือนเดิม ไม่มีใคร..ถือร่มให้
อยาก..จะหา ใครสักคนที่มาเข้าใจ ฝ่าฝนไป...ใต้ร่มเดียวกัน
ได้ยินเสียงฟ้าร้อง...หัวใจมันเรียกร้อง ได้แต่เพียงยืนมอง ใครๆเขาเดินไปด้วยกัน
ต้องเดินไปคนเดียว เสียวใครมาแทงหลัง อยากมีใครคนนั้น ที่คอยปกป้องเรา.....
 
ลมฝนมา...เมื่อไหร่ ใจฉันคง หวั่นไหว
ในยามที่กายเปียกฝน มันคงจะหนาวเสียจนจับใจ
 
ฟ้าร้องดังเมื่อไหร่ ใจร้องดังกว่านั้น
เพราะว่าใจที่มันเปียกฝน ก้อคงเป็นไข้หวัดนก แน่ๆแน่ๆ
 
 
ไปละ เดียวต้องไปตรวจ  AS400
8月1日

คิดถึงพี่หมู(พี่หมุย) น้อยบูรินจังเลย

ถึงวันนี้ก้อเป็นเวลาหลายวันแล้ว ที่พี่หมุยเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศที่เมืองผู้ดีอังกฤษ  ไม่คิดถึงหรอกนะ แต่รู้สึกว่าขาดขาดที่ปรึกษาปัญหาชีวิต ยังไงไม่รู้
 
เด๋วนี้เวลามีเรื่องกลุ้มใจ ก้อเลยเปลี่ยนที่ปรึกษา มาเป็นเจ้าเพชร (หมาที่บ้านเอง) เศร้าจัง ไม่มีใครมาเป็นกระโถนเหมือนเก่า
 
ถ้าพี่หมุยได้อ่านข้อความเหล่านี้ ขอให้พี่หมุยพึงสังวรณ์ไว้ว่า มีน้องแถวตลิ่งชัน ระลึกถึงเสมอ และรอคอยเวลาที่พี่หมูบูด จะกลับมา (เพราะหวังของฝากต่างหากหละ) อิอิ
 
กลับมาไวไวนะพี่ ไม่ได้คิดถึง แต่คิดคำนึง อยากได้ของฝาก (555)
 
อ้า ยังไม่จบเท่านี้นะ เราได้แต่งกลอน ย้อมใจ พี่ด้วย โปรดอ่านอย่างระมัดระวัง(เจ็บตัว)
 
บัญญัติ สิบประการ ของพี่นะจ๊ะ
พี่เอย พี่เบ้อเริ่ม  ความรู้พี่ยังน้อยเร่งค้นหา
เมื่อแก่เฒ่า จะได้มีวิชา และกลับมา เลี้ยงน้อง คนนี้ไง 
พี่เอย พี่แสนดี พี่มีหน้าที 10 อย่างดังนี้ (กรุณาร้องเป็นเพลงบัญญัติ สิบประการด้วยนะจ๊ะ)
 
หนึ่ง ยึดมั่น คำสัญญา (ของฝาก ของฝาก)
สอง รักษา พรมจรรย์ (อันนี้คงไม่ต้องเตือน เพราะถึงแม้ไม่รักษา ก็ไม่มีใครมาพรากไปหรอก)
สาม ช่วยพ่อแม่ ประหยัดตังค์ (จะไปกับใคร ต้องให้เขาเลี้ยงเรา)
สี่ วาจานั้น ต้องกระแดะ แอ๊ะแอ๊ะ (เป็นอยู่แล้วหนิ)
ห้า ต้องเป็นผู้สู่รู้ (ถนัด ที่สุดแล้วอันนี้)
หก จะต้องรู้ ละ การงาน (โบ๊ย ได้ โบ๊ย)
เจ็ด ต้องศึกษา ให้เชี่ยวชาญ เรื่องลามกแค่ไหน ไม่เกลียด ไม่ค้าน
แปด รู้จัก ออม ประหยัด
เก้า ต้องมัธยัถ ตลอดกาล
 
 
7月12日

สิ่งที่มีค่าที่สุด

ยะฮู้  ช่วงนี้ชีวิต  Chilled Chilled มากๆเลยแหละ ชอบชอบ แต่ก้อยังไม่วายมีเรื่องให้ไตร่ตรองหมองไหม้อยู่ดี เรื่องมีอยู่ว่า เราไม่รู้ว่าจะเรียนต่อโทอะไร เราไม่รู้ว่าเราชอบอะไรกันแน่ แล้วอะไรคือทางที่เราควรจะเดินไป เรามีความชอบในหลายๆเรื่องที่มัน contrast กันอย่างที่สุด

1.เราชอบดนตรี ชอบแต่งเพลง เราไม่เคยมั่นใจเพลงที่ตัวเองแต่งเท่าไหร่ จนกระทั้ง เราร้องให้เพื่อนฟังตอน ม.3 มันบอกว่าเพราะดี จากนั้นเราก็เริ่มมั่นใจขึ้นว่า เพลงเราน่าจะขายได้ แต่ไม่รู้ดิ เราไม่เคยได้พยายามอย่างถึงที่สุดในการนำเสนอเพลงของเราเลย  เคยเหมือนกันนะ  แต่เป็นความพยายามที่กระหร่อยหวะ 

 

ครั้งแรก ตอนประมาณมัธยม2 เราเขียนจดหมายไปหาพี่ดี้ นิติพงษ์ แต่เขาไม่ตอบกลับ ตอนนั้นก็ได้ แต่เข้าข้างตัวเองว่า ไปรษณีย์ไทยยังไม่พัฒนา

ต่อมาตอนประมาณ ปี 3 ได้มั้ง เรา Walk in ไปหา พี่ดี้เลย กะว่าจะไปขอเจอแล้ว present เพลงที่ตัวเองแต่ง จำได้ว่าตอนไปถึงตึก GMM นะ ตื่นเต้นมาก ยิ่งกว่ามีคนมาบอกรักอีก (555) แต่พอขึ้นไป นะเซ็งโคตร เพราะแค่ operator เขาก้อไม่ให้เราเข้าไปแล้ว บอกให้ฝากไว้  พอถึงตอนนั้นจึงคิดกับตัวเองได้ว่า เรานี้มัน(สวยใส)ไร้เดียงสาจริง ใครจะให้เราเข้าไปเจอกับคนระดับพี่ดี้ง่ายๆวะ เราจึงทำได้แค่ฝากไว้กับ Operator (ที่ชั้น 22)  แต่เรารู้สึกได้ทันทีว่ามันต้องไม่ถึงพี่เขาแน่ๆ ไม่งั้นเขาคงติดต่อมาแล้ว(ยังไม่วายคิดเข้าข้างตัวเองอีก) 

 

ต่อมา ประมาณ ปี4 เราก้อมุ่งมั่นมากๆ กะว่าจะทำ Demo ที่ perfectที่สุด  ให้เสร็จ สุดท้ายมันก็เสร็จนะ แต่พอ write เป็น CD ออกมา มันดันใช้ไม่ได้ (ก้อไม่รู้ว่า มันคือ sign อะไรจากใครหรือเปล่า)

จนมาตอนนี้ ด้วยเหตุผลอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราไม่สามารถ ทำ Demo ออกมาใหม่ได้ เพราะยิ่งโต ความรับผิดชอบต่างๆ มันก้อมากขึ้น ทำให้เราไม่สามารถไปทำอะไรแบบนั้นได้ แล้วยิ่งมาทำงาน Audit นะ ไม่ต้องพูดถึง แค่เอาเวลาที่เหลือ อยู่กับครอบครัว และพักผ่อน ก้อแทบไม่พอแล้ว

 

แต่เราก้อยังหวังนะ ว่าซักวันในเร็ววันนี้ เราจะทำสิ่งที่เราฝันไว้ให้ได้ เพราะเราไม่อยากปล่อยให้มันสายไปกว่านี้  ถ้าตอนปี 4 เราไม่ท้อแท้ กับ Demo ที่มันเสีย ป่านนี้ พี่เบิร์ดอาจจะร้องเพลงที่เราแต่งแล้วก็ได้  

 

2. เราชอบ ทำงานเพื่อประเทศชาติ ทำอะไรก้อได้ให้ประเทศชาติพัฒนา อยากใช้หัวสมองที่เรามีให้เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก   ไม่รู้ดิ เราคิดว่า คนเราเมื่อตายไป ก้อไม่มีอะไรเหลือนอกจากความดีงาม และชื่อเสียง  แต่ปัญหาก็คือ ถึงแม้เราจะรู้ว่าความชอบเราคืออะไร แต่เราไม่รู้ว่า แล้วมันคือการทำอะไรเหรอ  อาชีพที่ตอบสนองความชอบของเรามันคืออะไร นักการเมืองเหรอ นักเศรษฐศาสตร์เหรอ นักพัฒนากรเหรอ นักสังคมสงเคราะห์เหรอ ฯลฯ (ใครรู้บ้างช่วยแนะนำหน่อยดิ) แต่ก้อนั่นแหละ นอกจากเราไม่มี Target ที่แน่นอน แล้วเรากังวลว่าแล้วเราจะทำได้เหรอ  เงินที่ได้จะพอใช้เหรอ จะเอาตังค์อะไรมาซื้อบ้านของตัวเอง หรือจะต้องเกาะพ่อเกาะแม่ไปตลอดชีวิต

 

เฮ้อ มีอีกอย่างนะ ตอนนี้กำลังมีความคิดใหม่อีกอย่างว่า อยากเป็นนักเขียน อีก เฮ้อ คนเราทำได้ทุกอย่าง แต่เอาดีไม่ได้ซักอย่าง

 

ตอนนี้ เราอยากไปเรียนโทที่เมืองนอก แต่คำถามที่ตามมา คือ อะไรคือเป้าหมายต่อจาก การเรียนโทเหรอ  เรียนเสร็จแล้วกลับมาทำอะไร

มันคือความสับสนอย่างถึงที่สุด เพราะถ้าเราไม่มีจุดหมายชีวิตที่แน่นอน  ทุกก้าวที่เราก้าวต่อไป ก้อเป็นเพียงแค่อีกก้าวที่ทำให้เราเสียเวลามากขึ้น  เพราะฉะนั้น เราต้องค้นหา Target ที่แน่นอนให้ได้ เพื่อไม่ให้เราเสียเวลาไปมากกว่านี้ เอาเถอะ เราได้แต่หวังว่า ไม่นานเราคงมีคำตอบที่ชัดเจน ให้ตัวเองนะ

 

อืม มีอีกเรื่องนึง ที่ทำให้เรากลุ้มใจ คือว่า คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา มันเกือบจะเป็นคืนที่ปกติคืนหนึ่ง แต่แล้ว ก้อมีบางอย่างเกิดขึ้น คือว่า คือว่า คือว่า เราได้เจอชายในฝันแล้ว ซะเมือไหร่หละ ความจริงคือ จู่จู่ ก่อนนอน ม่าม๊าก้อคุยกับเราเรื่อง ไปเรียนโท ว่าจะไปเมื่อไหร่ ไปที่ไหน นอนคุยกันไป นอนคุยกันมา ก้อจับความรู้สึกของม๊าได้ว่า ลึกลึกแล้วม๊าคงไม่อยากให้เราไป เท่าไหร่ ม๊าบอกว่า อีกหน่อย บ้านนี้คงเงียบมาก เราสะอึกเลยแหละ คงเป็นเพราะว่า เราเป็นลูกที่สนิทกับป๊าม๊า มากที่สุด มีความรู้สึกแว๊บนึงขึ้นมาทันทีว่า งั้นเราไม่ไปแล้วดีก่า อยู่ดูแล ป๊าม๊าดีกว่า

 

เราจะทำไงดีหงะ เพราะว่าการไปเรียนเมืองนอก แบบ Live & Love & Learn เป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันมาตั้งแต่จำความได้แล้วมั้ง เคยคิดถึงขั้นว่าอยากไปอยู่เลยด้วยซ้ำ (ถ้ามีโอกาส) แต่ตอนคิดลืมนึกไปว่า เรายังมีป๊าม๊า ที่เราอยากดูแลอยู่ที่เมืองไทย

 

ถึงวินาทีนี้ เราเริ่มจะเข้าใจแล้วแหละว่า ทำไมบางคนถึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อคนอื่น มากกว่า การทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันเพื่อตัวเอง

 

มาถึงตอนนี้ เราก้อตัดสินใจได้ว่า ยังไงเราก้อคงไปเรียนต่อโท แต่คงรีบไปรีบมาแหละ เพราะเราอยากรีบกลับมาดูแลป๊าม๊า  เพราะความฝันของเรา ยังไงก้อไม่มีวันที่ใครจะมาพรากมันไปจากเรา แต่เราไม่รู้ว่า จะมีใครมาพรากป๊าม๊าไปจากเราเมื่อไหร่  เราอยากทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด ในวันที่เรายังมีโอกาสที่จะทำ และเราไม่อยากมานั่งเสียใจกับโอกาสที่เราได้เรา แต่เราไม่คว้าไว้เอง

7月8日

น่าเห็นใจสมัชชาคนนั่งรถสาธารณะจริงๆ

มีเรื่องมาเล่าอีกแล้วห่ะ คือว่าเมื่อเช้าเนี้ยะ ไฮโซอย่างอิฉันก็นึกอยาก(กลับไป)สัมผัสชีวิตการนั่งรถเมลล์อีกครั้ง จะได้รู้จักความลำบากซะบ้าง หลังจากนั่งอยู่บนกองเงิน(กงเต็ก)กองทอง(เค 14%) มาซะนาน
 
ป่าวหรอกจริงจริงแล้วอยากจะช่วยชาติต่างหากหละ เพราะตอนนี้น้ำมันมันแพงซะหยำเปมากมาก (แล้วทำท่าว่าคงจะไม่หยุด หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่รอดอ เอ๊ย ลอนดอน)
 
>>> ก็เอาเลยห่ะ เกมโหดมันฮา เริ่มขึ้นตั้งแต่รถเมล์หน้าหมู่บ้าน โอ้โห แค่ตอนขึ้นก้อลุ้นแล้วว่า "ตูจะไปติดอยู่ที่ล้อมันป่าววะเนี้ยะ" เพราะต้องใช้ความว่องไวยิ่งกว่าลิงสายพันธุ์พี่ต้องอีกหงะ 
>>> พอขึ้นไป จะบอกว่าผมเสียทรงมากๆ นึกในใจว่า "ตายละหว่า กว่าจะถึงสาธรสงสัยผมจะกลายเป็นหมวกกันน๊อกแน่แน่เลย"
 
>>>แต่อะไรก็ไม่น่าหงุดหงิดใจเท่ากับ ความรวดเร็วกว่าเต่าคลานนิดนึงของคนขับ แม่เอ๊ย อะไรมันจะช้าได้ขนาดนี้ นี้ถ้าทำได้นะ จะไปเหยียบคันเร่งแทนอยู่แล้น (แต่ก็ตอบข้อสันนิฐานของเราว่า ถ้าจะแซงให้แซงรถเมลล์ เพราะมันขับช้าจริงๆ)
 
>>>สรุปว่าเสียเวลาไปกับการนั่งรถเมล์ ประมาณ 40 นาทีกว่าจะมาถึงท่าเรือที่ปิ่นเกล้า
 
พอลงจากรถเมลล์ก้อนึกเลยว่า วันนี้คงเป็นวันแรกและวันสุดท้ายที่ตูจะช่วยชาติ เผ่นป่าราบห่ะ ไม่ขึ้นแล้ว เพราะ
1.ผมเสียทรง
2.ควันเหม็นมาก
3.เสี่ยงตายตลอดเวลา
 
 
 
>>>ต่อต่อ พอไปถึงท่าเรือ ก็ซื้อตั๋วไปลงท่าที่สาธรในราคา 9 บาท รออยู่นานมาก ประมาณ 20 นาที พอจะขึ้นเรือได้ยินคนขายตั๋วตะโกนบอกว่า "ป้ายส้ม 9 บาท แวะทุกป้าย ขึ้นเลยห่ะ ด่วนพิเศษ 11 บาท รออีก 5 นาที" เลยคิดในใจ ถ้ามันแวะทุกป้ายแล้วตูจะถึงที่หมายกี่โมงวะเนี้ยะ
 
>>>เหตุการณ์เป็นไปตามคาด เพราะนั่งอยู่บนเรือได้ประมาณ 15 นาที แล้ว ซ้ายมือยังเป็นวัดพระแก้วอยู่เลย ก็มันเล่นแวะซะทุกป้ายจริงๆ ขนาดท่าเรือที่จะพังอยู่แล้ว แอบลุ้นในใจว่ามันคงไม่แวะท่านี้ แม่งยังจอดอ่ะ
 
>>>สรุปว่าเสียเวลากับการนั่งเรือ ประมาณ 40 นาที 
 
 
>>>ลงจากเรือเสร็จ ก้อต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าต่ออีกหง่ะ (ถึงตอนนี้ หน้าเหยินโคตร) (แต่ยังแอบสวยนะ)
 
>>>เอาเป็นว่ากว่าจะมาถึง ไพรซ์ เนี้ยะ โคตรเหนื่อยเลย โคตรโทรมเลย
 
>>> สรุปเวลาที่ต้องเสียไปกับการเดินทางวันนี้ คือ เกือบๆ 2 ชั่วโมงอ่ะ นี่แค่ขามานะ แล้วขากลับอีกหงะ คิดดูวันนึงต้องอยู่บนรถเมลล์เกือบ 4 ชั่วโมง ถ้าขับรถนะจะประหยัดเวลาไปได้หลายเท่า เลยอ่ะ สามารถมีเวลา ไปอยู่กับสามี(ของแม่) และลูก(ของยาย) ได้อีกตั้งหลายชั่วโมง
 
>>>จริงๆแล้ว การขึ้นรถเมลล์ในวันนี้ก้อทำให้ได้ข้อคิดนะ ว่า
>>>>ถ้าเรากำลังลำบาก ให้นึกถึงคนที่ลำบากกว่าเรา ยกตัวอย่างเช่น อย่างน้อยเราก็มีรถเป็นของตัวเอง  ไม่ต้องไปเสี่ยงตายเป็นไส้กรอกรมควันอยู่บนรถเมลล์ เพราะคนที่เขาต้องนั่งรถเมลล์เนี๊ยะน่าสงสารมากเลยแหละ
 
>>>> หรือถ้าเรากำลังอิจฉาเจ้าของรถ BMW series 7 ข้างๆ  ก้อให้นึกว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้มีเงินน้อยไปกว่าเขาหรอกนะ เพียงแต่เราไม่ได้เอาเงินไปซื้อรถไง แต่เราเอาเงินไปบริจาคให้คนพิการที่ด้อยโอกาสกว่าเรา  ซึ่งมันอาจจะมีคุณค่ามากกว่ารถ BMW ก้อได้
 
 
 
ลืมเล่าไปว่า ตอนเช้าออกช้าหน่อยเลย ได้กินข้าวกับป๊าม๊าด้วยแหละ  ดีใจมากๆเลย แล้วป๊าก็ให้คติเตือนใจมาว่า
" คนฉลาดมักจะแกล้งโง่ เพื่อให้ได้รู้อะไรมากขึ้น
แต่คนโง่คือคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดแล้ว และไม่อยากรับรู้อะไรนอกเหนือจากสิ่งที่มีอยู่ในกะโหลก"
 
 
เห็นด้วยกับป๊าทุกอย่างเลยแหละ
 
 
7月7日

ชอบวันนี้จังเลย วันที่ 7 เดือน 7

วันนี้เป็นวันที่เลขสวยมากเลย วันที่  7  เดือน  7 ดีนะที่ยังไม่ 07 เพราะไม่งั้นคงจะเบญจเพศ (บรื้อ! ครบเพศที่ห้าอะดิ ไม่ช่ายยยยยยยย บรื้อ เพราะไม่อยากให้ถึงต่างหาก)
 
เราเป็นคนที่ชอบเลขเจ็ดมากเลยแหละ นั่นคงเป็นเพราะว่า
 
>>>เรามีพี่น้อง 7 คน
>>>และเราก็เป็นลูกสาวที่น่ารักคนที่ 7
>>>เราก็ชอบสวดชินบัญชร 7 รอบ
 
นอกจากนี้นะ
>>>คนแคระก็ยังมีหัวใจ 7 ดวง เพราะ มี 7 คน เว้นเสียแต่ว่าแม่มดจะควักหัวใจคนแคระไปแ_กเสียก่อน
>>>สิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ ไม่ว่าจะยุคเก่า ยุคใหม่ ยุคหิน ยุคสำฤทธิ์ ก็มีอย่างละ  7 แห่ง
>>>หนึ่งอาทิตย์ ก้อมี 7 วัน (จริงๆถ้ามีเพิ่มอีกซักวันให้เป็นวันหยุดก้อคงดีเนอะ)
>>>ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย ในสมัยรัชกาลที่ 7
>>>รถยนต์ Lexus(ที่เราชื่นชอบ) ก็มี Logo เหมือน เลข 7
>>>ถ้าเราทำนิ้วเป็นเลข 7  และหงายกลับขึ้นมาแล้วโผล่นิ้วก้อยออกมาอีกหนึ่งนิ้ว แปลว่าเรากำลังบอกรักโดยไม่ต้องใช้คำพูด (แต่อย่าโผล่นิ้วกลางออกมาอีกนิ้วละกัน ไม่งั้นความรักจะมีมลทิน)
>>>คำว่า Love You มี 7 ตัวอักษร แต่ถ้าใส่ I เข้าไปข้างหน้ากลายเป็น  I Love You แปลว่าความรักจะเป็น Infinity เพราะว่ามันมี  8 ตัวอักษร
>>> ถ้าชีวิตเดือนทางมาถึงเดือนที่ 7 ของปีแปลว่า 1 ปีที่ทรมาน ผ่านไปแล้วครึ่งนึง เหลืออีกแค่ครึ่งเดียว
>>>หรือ ถ้าชีวิตเดือนทางมาถึงเดือนที่ 7 ของปีแปลว่า  1 ปีแห่งความสุข ก้อยังมีให้สนุกอีกตั้งครึ่งนึง
 
 
ฯลฯ อีกมากมายที่ทำให้เราโปรดปรานเลข 7 เป็นชีวิตและจิตใจ
 
ช่วงนี้ชีวิตมีแต่ Train Train Train Train  และก้อ  Train Train Train (ไม่ใช่แอร์ 7 เครื่องนะ) น่าเบื่อไม่น้อยดีเดียวแหละ แต่เอาเถอะ ได้ความรู้เยอะดีเหมือนกัน แม้ไม่รู้ว่าจะเอาความรู้ไปปฏิบัติได้เป่า อย่างวันนี้ก็ Train  OS โปรแกรม AS700 เอ๊ยไม่ช่าย AS400 ต่างหาก พี่ตี๋บอกว่ายากด้วย เฮ้อ เหนื่อยใจจัง แต่ไม่เป็นไร
 
สู้ตายค่ะ
7月5日

Life is so beautiful!!!

เปิดเทอมมาได้สองวันแล้วแหละ หลังจากปิดเทอมไปตั้งเดือนฟ่าๆ มีความสุขมั๊กม๊าก ขอบอก ขอ บอก ได้กลับไปใช้ชีวิตในแบบที่เคย อาทิเช่น ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวให้สามีกิน, ส่งลูกไปโรงเรียน ไปรับลูกกลับตอนห้าโมง ไม่ช่ายยยยยย นั้นเป็นชีวิตในอนาคนต่างหากหละ   ที่ทำได้ก็คือ นอนตีสามตื่นเที่ยง , เล่นกับสุนัขที่น่ารักตอนกลางวัน(สามเดือนที่แล้วโดนมันไล่กัดตอนกลางคืนเพราะนึกว่าเราเป็นพวกย่องเบา),ดูตำนานรักดอกเหมย และละครช่องเจ็ดตอนบ่าย  และอื่นๆอีกมากมาย 
 
เอาเป็นว่าสุขีสโมสรม๊ากค่ะ
 
แต่แล้วความสุขเยี่ยงนั้น ก้อกลายมาเป็นความทรมานเหมือนเดิม ต้องตื่นตี 5 อีกละ แถมช่วงนี้น้ำมันก็กำลังทำลายสถิติโลกด้วย นี่ถ้าไม่ห่วงว่าจะมีหนุ่มๆ(กทม.)วิ่งไล่ตามนะ จะเดินมาทำงานอยู่แล้น
 
ไม่เป็นไร ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป๊   สู้ตาย(แน่ๆ) อยู่แล้น
 
ช่วงที่หยุดไปเนี๊ยะ ได้ไปเที่ยวตั้งหลายที่แหนะ (แถวบ้านเรียก เงินเดือนไม่มี กู้หนี้ยืมสินไปเที่ยว)
สนุกมากเลย ไล่มาตั้งแต่
 
อาทิตย์ที่ 29 พฤษภา 
ในวันนี้ถือเป็นวันที่ธงชัยมากๆ เพราะมีคนรู้จักลาอุปสมบทตั้งสองคนแหนะ คือพี่เบนซ์ กับ ไอ้กรรณ แต่เราเลือกไปอนุโมทนาได้แค่คนเดียวแหละ คือ ไอ้กรรณ (ขอโทษนะพี่เบนซ์ ที่หนูไปไม่ได้ ทำให้พี่ไม่ได้เห็นสีกาที่น่ารัก  เลย)
 
ก็ไอ้กรรณมันเล่นบวชตั้งชนบุรีแหนะ (วัดปาลิไลย์วัน)
 
แต่ก็เอาเถอะ ไหนไหน ก็ขับรถมาตั้งไกล เลยแวะบางแสนหาส้มตำไก่ย่างกินซะนี่ พออาหารลงเท่านั้นแหละ หวัดนกอะไรไม่กลัวทั้งนั้น กลัวแต่หวัดยังไม่ทันติด คิดเงินซะก่อน
กินจนแทบขยับตัวไม่ได้แหนะ โดยเฉพาะไอ้ย้ง ตัวมันบวมขึ้นมาเป็นสามเท่า ส่วนบุษย์เพื่อนรักก็ไม่ยอมแพ้ยิ่งยง ถึงกับหายใจไม่ออก ต้องเอายาแดงมาดม ขากลับ กลัวยางระเบิดมากเลย (ท่านผู้อ่าน กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยค่ะ)
 
แต่แล้วด้วยฝีเท้าการขับรถของหมึกดำ ก็ทำให้เราถึงบ้านโดยสวัสดิสโมสร
 
เสาร์ที่ 4 มิถุนา
ในที่สุดวันแห่งการรอคอยก็มาถึง วันที่เราจะได้ผ่านกระจกไปหาหลวงอัครเทพวรากร  
หลังจากตั้งตารอคอยมาเป็นเดือน วันนี้ก็ได้ฤกษ์ไปดู"ทวิภพ The Musical" แล้น
 
สมาชิกผู้มีดนตรีในหัวใจ และโปรดปรานการละคร(ตอแหล) ในสายเลือดนั้นมีทั้งสิ้น 4 ท่าน ถ้าจะนับเลขก้อได้ประมาณ 1,100 ถ้าจะเอาภาษาภาพก็ได้ นั่นคือ พี่กานต์ (1), ปุ้ย(1) , พี่ตุ๋ม(0) , พี่ตุ้ม (0)
 
จะบอกว่า "ประทับใจมาก" เลยแหละ
 
รู้สึกดีมาก ได้อารมณ์มาก เจ๋งมาก ฉากอลังการณ์มาก เพลงเพราะมาก เสียงกบกับปนัดดาดีมาก  
 
สรุปคือ มาควักหัวใจเราไปเลยดีกว่า  
 
ด้วยความที่ประทับใจมาก ก็เลยควักตังค์ไปดูรอบ แพท กับ เอกชัย เอ๊ย กัปตัน อีกรอบ งานนี้เอากล้องส่องทางไกลไปด้วย กะว่า กัปตันเข้าวินชัวร์ แต่ไม่เข้าหวะ เสียไปตั้งหลายแหนะ รู้งี้แทงแพทดีกว่า
(ไม่ช่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้มาดูม้า) (แต่อารมณ์เหมือนดูแข่งม้ามากเลยนะ เพราะว่าหันไปข้างๆ ก็เจอคนส่องกล้องประมาณล้านแปดคน)
 
เข้าเรื่องต่อ จะบอกว่าไม่ประทับใจพี่เอกชัยเท่าไหร่เลยอ่ะ ตอนกัปตันขึ้นเสียงสูงนะ ก้นแทบจะยกจากเก้าอี้เราไปอยู่เก้าอี้ข้างหน้าแล้วอ่ะ ลุ้นมากๆๆ  มีอยู่ทีนึง แทบจะโทรเรียกหมอจากโรงพยาบาลยันฮี ให้มาผ่าตัดหน้ากัปตัน(ให้เหมือน หน้าเอกชัย)(แต่หมอบอกไม่ต้อง เพราะให้เหมือนไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว)เอ๊ย ไม่ช่าย  ให้มาผ่าตัดหลอดเสียงกัปตันต่างหาก 
 
แต่ก็เอาเหอะ นึกว่ามาดูแพท กับ อีม้วนละกัน
 
ว่ากัปตันซะเยอะ จริงๆเขาก็มีข้อดีนะ ตรงที่ สามารถทำให้คนที่กำลังซึ้งอยู่หัวเราะได้
 
เล่าต่อเล่าต่อ พอตกเย็นวันเสาร์ หลังจากไปเยือนตำหนักคุณหลวง คณะ 1,100 ก็ยกขบวน(ขันหมาก)(ไม่มีมาซักราย) ไปกินข้าวกันที่ "No! I am not" ไม่ช่ายยย "Yes! Indeed" ต่างหาก โดยมีพี่ต้องสุดสวยซะไม่มี  ไปร่วมแจม อีกตน เอ๊ย อีกคน อาหารก็งั้นๆนะ แต่นักร้องนี่ได้จายมาก ขอบอก ขอบอก
 
แต่คงไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา ที่ต้องเลิกราเพราะเหล่านางซินต้องกลับไปก่อนเที่ยงคืน (ถ้ากลับหลังเที่ยงคืน คนอื่นอาจเป็นอันตรายได้)
 
เสาร์ 18 มิถุนา
ในที่สุดเราก็ได้ล่าฝันสำเร็จแล้วในวันนี้
วันนี้ไปประกวด Academy มา ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่เลย เพราะตอนแรกกะไม่ไป แต่ต่อม"อดรีนาริน" กับ"มดลูก" มันบอกว่า "ไปเถอะ ไหนไหน ก็ไหนไหนละ" เลยตัดสินใจว่าจะไปประกวดเอาตอนบ่ายสี่เย็นวันศุกร์ เพลงที่แต่งไว้ก็ยังแกะเปียโนไม่เสร็จ ก็นั่งแกะจนเมื่อยก้นตั้งแต่ บ่ายสี่โมงยันเที่ยงคืน แถมพี่ตุ้มโทรมาบอกตอนเที่ยงคืนอีกว่า ต้องเตรียมเพลงเร็วบวกกับท่าแดนซ์ไปด้วยนะ เผื่อกรรมการเขาให้โชว์
 
เอาหละสิ ตั้งแต่เกิดมา เรื่องแดนซ์ dance เนี้ยะขอเป็นสิ่งสุดท้าย (แต่เรื่องด๊อก dog ขอเป็นเรื่องแรก)
เอาไงดีหละเนี้ยะ ต้องมาคิดถ้า dance เอาตอนตีหนึ่ง โดยปรึกษากันกับพี่ตุ้มแล้วว่า เราจะรำไทเพลงประกอบละครเพลง ทวิภพ เพราะไหนไหน ก้อฟังทุกวันจนขึ้นใจแล้ว แค่ใส่ท่ารำวงเข้าไปเอง แล้วพี่ตุ้มบอกว่าให้เตรียมผ้าสะไบไปเปลี่ยนด้วย จะได้เข้ากับท่าเต้น เอาหละสิ วิ่งไปหาสะไบในห้องเสี้ออีก แต่ก็ได้สะไบสีฟ้ามาสมใจ
 
แต่ชุดที่จะใส่ไปเนี้ยะยังคิดไม่ออกนะ (เพราะไม่ได้คิดจะไปตอนแรกแล้ว) แต่พี่ตุ้มบอกว่าให้ใส่ชุดทำงานไปเล้ย ดูเป็นเอกลักษณ์ดี เขาจะได้รู้ว่าเราเป็น Auditor ที่มีความหน้าด้าน เอ๊ยความสามารถ เป็นพิเศษ
 
เรามันประเภท เอาไงเอากันอยู่แล้น เรื่องหน้าด้านๆเนี๊ยะขอให้บอกเลย
 
พอเช้าวันเสาร์ไปถึง พร้อมอุปกรณ์ทุกอย่าง ใส่ชุดทำงานที่เท่ห์ที่สุดไป
 
พอไปถึง คนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สาดดดดดดดดดดดดดด อ่ะ แต่ด้วยความว่องไว ได้คิวเป็นเบอร์ ที่  41 อ่ะ ลืมบอกไปว่าเราลากพี่ตุ้มออกมาเป็นพละกำลัง เอ๊ย กำลังใจ ด้วย เพราะข่มขวัญคู่ต่อสู้ไปได้หลายคนทีเดียว เพราะเขานึกว่าเรามี Black เป็นถึง นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย ชุด Elephant Games
 
ระหว่างที่รอเข้าประกวดนั้น เทพพยาดาฟ้าดินจากไหนไม่ทราบมาดลใจว่า อย่ารำไทยเลย มันคงดับมากกว่าเกิดอ่ะ  ซึ่งก็จริง เพราะไอ้พวกที่เข้าไปด้วยกัน มันเต้นซะกระจาย ถ้าเรารำไทยนะ นอกจากจะตกรอบแล้วยังต้องเอาหน้ามุดดินอีก เออ!! ลืมบอกไปว่า เพลงที่ใส่คอร์ดเปียโนมาสุดท้ายก็ไม่ได้โชว์แหละ เพราะเขาไม่มีเครื่องดนตรีอะไรให้ซักอย่าง ก็เลยร้องสด
 
ร้องเสร็จก็รู้เลยว่า เราคงไม่มี V เบอร์อะไรแน่ คงจะมีแค่ วีรกรรม ที่เราทำอย่างหน้าด้าน ครั้งหนึ่งในชีวิต
 
ศุกร์ 24 - อาทิตย์  26 มิถุนา
วันนี้เป็นวันที่รอคอยอีกเช่นเดียวกัน เพราะจะได้ไป outing ที่เชียงราย ต้องไปเจอที่สนามบินตอน 9 โมงเครื่องออก 10 ครึ่ง
 
ตอนแรกสมาชิกที่จะเดินทางไปดอนเมืองด้วยกันนั้น มีอยู่สี่คน คือ เรา เพียง ออย และน้องหุย แต่น้องหุยบอกว่าพี่พี่ออกกันช้าไป น้องหุยจะขอไปกับพี่ชายก่อนตอน 6 โมงเพราะกลัวจะไปไม่ทัน พี่พี่ทั้งสามคนที่น่ารัก ก็เลยอนุโมทนา ให้น้องหุยเดินทางถึงนิวยอร์กโดยสวัสดิภาพละกัน 555
 
วันแรกของทริป ก็ไปที่ วัด Sth. สวยมากกกกก ชอบมากกกกกก ถ่ายรูปมันมากกกก จากนั้นก็ไป ดอยตุง จะบอกว่าดอกไม้ที่นี่สวยมากกกก พอไปเสร็จก็ทำให้เรารู้ว่า ทำไมเขาถึงเปรียบว่าดอกไม้เหมือนผู้หญิง
 
ตอนเย็นไปกินขันโคตรโตกที่ คุ้มเจ้านาง สุดยอด เป็นขันโตกที่ แองจิลิน่า โจลี่ มีจิ้งจกเกาะที่หน้าตลอดเวลา คือ จะบอกว่าไม่มีโตกอะไรซักอย่าง มีแต่ตดเป็นลมของคนกิน เพราะกินไม่อิ่มเลย และไม่หรอยอย่างแรง (พี่เบิร์ดฝากมากบอกด้วย)
 
วันที่สอง ไปแม่สายแต่เช้า ได้ ซีดี เพลง มาตรึม เลือกจนหน้ามืดคิดตังค์ แค่ 500 บาท แต่ตอนเลือก ต้องสวนชินบัญชรไปด้วย ให้แผ่นมันฟังได้ พอกลับมาฟังก้อโอนะ (ไปคราวหน้าจะซื้อมาให้เยอะกว่านี้)
 
ตอนบ่าย กลับเข้าไปสัมมนาที่โรงแรม --No comment for this part--- 
 
ตกดึก มีการแสดง ขำโคตรของโคตรของโคตร สาดดดดดดดดดดดดดดดด อ่ะ
จะบอกว่าเราใส่ชุดเข้า concept ด้วยนะ ตอนแรกว่าจะไม่ใส่แล้ว แต่ ตับ ม้าม ไต ในร่างกายมันบอกว่า ไหนไหนก้อขนมาแล้ว ใส่ไปเหอะ ด้านกว่านี้ยังเคย อย่ามาทำเป็นหน้าบาง แถวนี้
ก้อเลยใส่ห่ะ ประสบความสำเร็จมากห่ะ มีคนเดินผ่านมาแล้วขอน้ำส้มเราด้วย (บังเอิญว่าชุดเราเป็นชุดคาวบอย แล้วเด็กเสริฟ์ก็เสือกใส่ชุดคาวบอยเหมือนตูอีก  เกิด.....ใหม่ได้เลยอ่ะ
 
ตกดึกสงัด ลงไปแดนซ์กระจุยที่ห้องโถง เพลงหมดแล้วก็ขึ้นมาแดนซ์ต่อกับพวก A2  มันซ๊ะ  สุดสุดอ่ะ
เพิ่งรู้ว่าแอลกลอฮอล์มันทำให้ความมันส์ระดับ Die Hard 10 มีจริง
 
วันที่สาม วันนี้เป็นวันสุดท้ายละ ตื่นมา hang สุดสุด อ่ะ แต่ก็ต้องตื่น ไปเที่ยววัด sth อ่ะ พอจะทำบุญถึงได้รู้ว่ากระเป๋าตังค์หาย เท่านั้นแหละ ความวุ่นวายมาเยือนโดยไม่ได้ต้อนรับเลย ระหว่างที่ยังหาไม่เจอ ก็สวด ชินบัญชรตลอดเวลาเลยนะ สุดท้ายสวรรค์ก็มีตา ได้กระเป๋าตังค์คืนโดยปาฏิหารย์ ดีใจมากกกกกกก เหมือนได้หัวใจที่หล่นหายไปคืนกลับมาอยู่กลางใจเธอ (เสี่ยวมั้ย)
 
ที่สุดท้ายที่ไปของ ทริปนี้ก็คือ Golden Triangle หรือ สามเหลี่ยมทองคำ นั่นเอง ผิดหวังเล็กน้อยตรงที่ไม่มีป้ายสามเหลี่ยมทองคำแบบที่เคยเห็นในทีวี ไม่เป็นไร วันหลังทำมาเองก็ได้
 
สองทุ่มครึ่ง วันอาทิตย์ ซินดอร์เลร่า ก็ถึงปราสาทโดยอรุณสวัสดิ์
 
สิ่งที่ได้จากทริป
1.ปาฎิหารย์ของชินบัญชร
2.คำตอบว่าทำไม Die Hard ถึงมีหลายภาคโดยที่ บรูซ วิลลิซ ยังเล่นอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไม มัมมี่ถึงต้อง Return
3.รู้ความใฝ่ฝันของตัวเองอีกอย่างนึงว่า อยากเป็นนักกายกรรม
4.น้ำหนักที่หายไป 1 กิโล (ละ 120 แล้ว)
 
ศุกร์ที่  1 กรกฏา
วันแห่งความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต เพราะวันนี้ต้องไปสอบ TOEFL แหละ แต่ผลที่ออกมาก็น่าพอใจมาก กลับบ้านเลยจัดกระเป๋า(ล่วงหน้า 2 ปี) เตรียมไป California(Fitness) เลย
 
ตอนบ่ายแวะไปอ๊อฟฟิศ (คิดถึงมาก ไม่ได้ไปเป็นเดือน)เข้าไปทำ P2P (Planet to Pluto) แหละ ทำไปได้หน่อยนึง เน้นการใช้สังค์สรร Skill ซะมากกว่า
 
ตอนเย็นพี่หมุยมาอ๊อฟฟิศเลยได้เจอ ดีใจมากเลย เพราะไม่ได้เจอนานแล้ว โชคดีมากที่พี่โอเอากล้องชักภาพมา ข้าเจ้าเลยได้ชักภาพกับอีแม้น เอ๊ย พี่หมุย ตั้งหลายใบแหนะ (พี่หมุยจะไปเรียนต่อที่รอดอ เอ๊ย ลอนดอน แล้วแหละ แอบดีใจ เอ๊ย เศร้าหวะ)(ใครบอกยะ ชั้นไปเมียร์ม่าร์ต่างหาก -- เสียง defend จากพี่หมุย)
 
ตอนเย็น ว่าจะกลับตำหนักที่ตลิ่งชัน แต่ พี่กานต์ชวนไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ เยาวราช ร้านชื่อยากๆหน่อย จำไม่ได้ แต่พี่เค้าโม้ไว้เยอะว่า อร่อยมาก (ตามสไตล์การโม้ของพี่ท่าน) ก็เลยใจง่ายหนีตามเขาไป สมาชิกที่เห็นแก่กินมีทั้งสิ้น 5 จอมยุทธ ได้แก่ พี่กานต์ . พี่ตี๋ . พี่หมวย . ตากลม และ ก้อเราเอง
 
ก็โอเคนะ อร่อยดี ชอบชอบ ซื้อลูกชิ้นกลับไปให้ม่าม๊ากิน ม๊าบอกว่า Hao Chi Hao Chi
 
อาทิตย์ที่ 3 กรกฏา
 
วันนี้นึกเฮี้ยนอะไรไม่รู้ เกิดอยากไปไหว้พระค้นหาตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าจะเรียนต่อโทด้านไหนดี ไม่รู้สิอยากเรียนอะไรหลายอย่างมาก อาทิเช่น อยากเรียน ME, อยากเรียน Strategy Management ,อยากเรียนการฑูต, อยากเรียน Hotel Management ,อยากเรียน Music Therapy หรือจะเป็นMBA ดี etc. เฮ้อ สับสน
 
ก็เลยชวนไอ้เพียง ออกมาไหว้พระที่ศาลหลักเมือง แล้วต่อด้วยการไปไหว้วัดพระแก้วมรกต
 
ก็โอเคนะ สบายใจขึ้นเยอะ แต่บังเอิญเจอตากลมกับพี่กานต์ เลยชวนกันไปดูดวงต่อที่หมอมนตรี เจนอักษร ก็โอนะ เราไม่ขึ้นคานแน่ ฮิฮิ แม้ว่าอยากขึ้น หมอยังบอกว่าชิงสุกก่อนห่ามแน่แน่เลยอ่ะ
 
ฮิฮิฮิ สบายใจสบายใจ